โรคปากนกกระจอก (Angular Cheilitis)

โรคปากนกกระจอก (Angular Cheilitis) เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ผิวบริเวณมุมปากจะแห้งตึงเป็นสะเก็ด หลายคนมักสับสนโรคปากนกกระจอกกับโรคเริมที่ปาก

แชร์

เลือกหัวข้อที่อ่าน


โรคปากนกกระจอกคืออะไร

โรคปากนกกระจอก (Angular Cheilitis) เป็นโรคติดเชื้อทางผิวหนัง มุมปากข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างมีลักษณะแห้ง แตก เป็นแผล ทำให้รู้สึกเจ็บ โรคปากนกกระจอกไม่ใช่โรคติดต่อ ต่างจากเริมที่ปากซึ่งเป็นโรคติดต่อทางผิวหนังผ่านการสัมผัสเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus

ใครที่มักเป็นโรคปากนกกระจอก

โรคปากนกกระจอกเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่พบบ่อยในเด็กและผู้สูงวัย ในเด็กอาจเกิดจากการดูดนิ้ว จุกนมหลอก ในผู้สูงวัยอาจมีสาเหตุมาจากการใส่ฟันปลอมหรือมุมปากตก

โรคปากนกกระจอก มีอาการอย่างไร

โรคปากนกกระจอกทำให้มุมปากแห้ง แตก บวม แดง เป็นแผล และเปื่อย

Angular Cheilitis Banner 3

โรคปากนกกระจอกมีสาเหตุเกิดจากอะไร

โรคปากนกกระจอกเกิดจากการสะสมของน้ำลายที่บริเวณมุมปาก ทำให้มุมปากแห้ง เกิดเป็นแผล หากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียเข้าไปในแผลจะทำให้ติดเชื้อ ทั้งนี้มุมปากแห้งอาจมีสาเหตุมาจาก  

  • โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
  • นอนน้ำลายไหล
  • การใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดีกับช่องปาก 
  • การติดเชื้อราแคนดิดา
  • ปัญหาฟันไม่สบกัน
  • การดูดนิ้วหรือดูดจุกนมหลอก
  • การสวมหน้ากากอนามัย

ปัจจัยเสี่ยงของโรคปากนกกระจอกมีอะไรบ้าง

โรคปากนกกระจอกมีวิธีการตรวจวินิจฉัยอย่างไร

อายุรแพทย์หรือแพทย์ผิวหนังจะซักประวัติ สอบถามอาการ และตรวจร่างกาย จากนั้นแพทย์อาจเก็บตัวอย่างแผลที่มุมปากไปตรวจดูว่ามีสาเหตุมาจากโรคเริมหรือเชื้อราหรือไม่ แพทย์อาจให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อดูว่าโรคปากนกกระจอกมีสาเหตุมาจากการขาดสารอาหารหรือโรคอื่น ๆ หรือไม่

Angular Cheilitis Banner 2

โรคปากนกกระจอกมีวิธีการรักษาอย่างไร

  • ยาปฏิชีวนะ เช่น ยารับประทานหรือยาทาเฉพาะที่สำหรับการติดเชื้อแบคทีเรีย 
  • การแก้ไขทันตอุปกรณ์ เช่น ฟันปลอมและอุปกรณ์จัดฟัน เพื่อให้สบฟันได้ดีขึ้น ลดการหมักหมมของน้ำลายบริเวณมุมปาก  
  • การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก และวิตามินบี
  • การทาครีมต้านเชื้อราหรือยาสเตียรอยด์ชนิดใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาอาการปวดบวมที่มุมปาก และทาลิปมันหรือปิโตรเลียมเจลลี่เพื่อให้ริมฝีปากชุ่มชื้น

ทั้งนี้ระหว่างการรักษา ผู้ป่วยสามารถบรรเทาอาการได้โดยประคบอุ่นหรือเย็นที่มุมปาก ไม่ใช้น้ำยาบ้วนหรือรับประทานอาหารรสเผ็ดที่อาจทำให้มุมปากระคายเคืองมากยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจ้าหรือที่ที่มีอากาศหนาวจัดที่อาจส่งผลให้ผิวแห้งแตกมากยิ่งขึ้น

โรคปากนกกระจอกมีวิธีป้องกันอย่างไร

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้หรือสารระคายเคือง
  • รับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่และดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว 
  • ดูแลให้ริมฝีปากชุ่มชื้นอยู่เสมอ 
  • ไม่สูบบุหรี่
  • ไม่เลียริมฝีปาก 
  • ไม่ใช้เครื่องสำอางที่หมดอายุ

คำถามที่พบบ่อย

  • ทำไมผู้ป่วยเบาหวานถึงเป็นโรคปากนกกระจอกบ่อย ๆ
    ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อราแคนดิดาในช่องปาก เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลในเลือดซึ่งเป็นแหล่งอาหารของเชื้อราแคนดิดาในระดับที่สูง อีกทั้งภูมิคุ้มกันโรคของผู้ป่วยมักอ่อนแอ ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น การรับประทานอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน การออกกำลังกาย และการได้รับอินซูลินอย่างเหมาะสม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันโรคปากนกกระจอกได้
  • นอกจากโรคปากนกกระจอกแล้ว โรคอะไรที่อาจเป็นสาเหตุของอาการมุมปากแห้ง
    • ผื่นแอกทินิกเคอราโทซิส หรือผื่นผิวหนังเป็นสะเก็ด ซึ่งเป็นโรคก่อนมะเร็ง
    • เชื้อไวรัส Herpes simplex virus type 1 (HSV-1) สาเหตุของเริมที่ปาก
    • รอยโรคสีขาว (Leukoplakia) ในปาก ซึ่งอาจกลายเป็นมะเร็ง
    • มะเร็งช่องปาก
    • ภาวะไลเคนอยด์ในช่องปาก เป็นกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง
    • โรคซิฟิลิส

คำแนะนำจากแพทย์โรงพยาบาลเมดพาร์ค

โรคปากนกกระจอก เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย และเกิดได้จากหลายสาเหตุ หากมุมปากแห้งแตก ผู้ป่วยอาจทาขี้ผึ้งหรือปิโตรเลียมเจลลี่ที่มุมปากเพื่อบรรเทาอาการ หากไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม

บทความโดย

เผยแพร่เมื่อ: 09 ก.พ. 2026

แชร์